2006/Sep/12

No.2 Parry the Fairy

แสงอาทิตย์เริ่มหายไปจากท้องฟ้า ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปเร็วกว่าฤดูอื่นๆ ประกอบกับการที่ คีพและไคท์เดินทางด้วยเท้ามาทั้งวันตั้งแต่เช้ายันเย็น ได้แวะพักเพียงแค่ตอนเที่ยงเพื่อกินอาหารเล็กๆน้อยๆที่พกมากับสัมภาระติดตัวเท่านั้น ทำให้ทั้ง 2 ตัดสินใจว่าควรจะถึงเวลาหยุดพักเสียทีสำหรับการเดินทางวันนี้ ดังนั้นคีพจึงหยุดพักในป่าตรงที่โล่งที่ไม่มีต้นไม้ แต่พอจะมีซากขอนไม้ เพื่อจะใช้นั่งพักได้อยู่

เอาล่ะได้ทำเลแล้วตรงนี้แหละ คืนนี้เราจะพักกันตรงนี้ เดี๋ยวแกไปหาฟืนมานะ พ่อจะไปหาอาหารมา รู้สึกว่าตรงโน้นจะมีลำธารอยู่พ่อได้ยินเสียงน้ำไหล คืนนี้เราคงได้กินปลาเผากัน คีพพูดพลางวางกระเป๋าสัมภาระของตัวเองแล้วก็หยิบฆ้อนอันใหญ่ขึ้นมาจากสัมภาระของเขา จากนั้นเขาก็เดินออกไปยังทางที่เขาคิดว่ามีลำธารอยู่ ส่วนไคท์เองก็ไม่รอช้า เขารู้ว่าถ้ารอให้แสงอาทิตย์ จางลงกว่านี้การจะหาฟืนหรือทำอะไรในป่าจะยากขึ้นอีกหลายเท่า เขาจึงรีบเดินออกไป หาเศษใบไม้แห้งเพื่อจุดไฟ และ เศษกิ่งไม้ที่แห้งเพื่อเป็นฟืน ขณะที่ไคท์เก็บใบไม้และฟืนมาได้พอสมควรและพยายาม จุดไฟโดยการเอากิ่งไม้ มาปั่นให้เสียดสีจนเกิดความร้อนอยู่ เขาก็ได้ยินเสียง กึ่งๆ ดังมาจากทางที่พ่อเขาเดินไปเมื่อครู่นี้เขา จึงวิ่งไปดูเผื่อว่าจะเกิดอะไรกับพ่อหรือเปล่า

แต่ปรากฎว่าเมื่อเขาไปถึง เขากลับเห็นพ่อของเขายืนอยู่กลางลำธารช่วงที่ลึกแค่เข่าแล้วก็ เอาค้อนอันใหญ่ที่เขาพกไปด้วยทุบที่ก้อนหินก้อนโตที่จมน้ำอยู่ครึ่งค่อนก้อน จากนั้นปลา 2-3 ตัวก็ลอยขึ้นมา พ่อของเขาก็จับมันขึ้นมาใส่ถุงที่เตรียมไว้ วิธีนี้เป็นวิธีการจับปลาโดยใช้แรงสันสะเทือนของน้ำทำให้ปลาสลบแล้วค่อยจับ

โธ่ นึกว่ามีอะไรทำเสียงตึง ตังลันป่าเลย ที่แท้ก็จับปลานี่เอง ไคท์บ่นออกมาดังๆให้พ่อได้ยิน

อ่อ นี่มาก็ดีแล้ว เอ้าถือปลาพวกนี้กลับไปด้วย แค่นี้คงพอแล้วมั้ง คีพพูดจบก็ส่ง ถุงใส่ปลาที่มีปลาอยู่ 3-4 ตัวให้ไคท์ ส่วนมากตัวไม่ใหญ่ มีตัวใหญ่ๆเกิน 20 ซ.ม. อยู่ 2 ตัวเท่านั้น แต่มันก็หนักพอควรทีเดียว

ขณะเดินกลับมาที่จุดตั้งแคมป์ คีพก็ถามว่าแล้วที่เดินมาเนี่ยะก่อไฟเสร็จแล้วเหรอ

ยังเลยพ่อ ผมยังจุดไฟไม่ติดเลย

เฮ้ย อะไรกันจุดไฟแค่นี้ทำไมนานจังให้พ่อจุด 5 วิฯ ก็เสร็จแล้ว และแล้วคีพก็ทำได้อย่างที่พูดจริงๆ เขาไม่ได้ใช้วิธีปั่นไม้ให้เสียดสีกัน เขาแค่หยิบมีดกับปลอกมีดRunning Flame ที่ให้ไคท์ไป แล้วก็เอาไฟจากมีดนั่นจุด ก็เรียบร้อย เออ จริงด้วยทำไมผมถึงไม่นึกถึงวิธีนี้ ว้า นั่งจุดไฟตั้งนาน เซ็งเลยไคท์บ่นกับความงี่เง่าของตัวเองพร้อมกับเอามือขึ้นมาตบหน้าผากตัวเองซะหนึ่งที แล้วเย็นวันนั้นพอตะวันลับขอบฟ้าไป ทั่งคู่ก็นั่งกินอาหารเย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย แล้วก็นอนพักผ่อนกัน

คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เสี้ยว ดังนั้นแสงจันทร์จึงไม่ค่อยสว่าง ยิ่งตอนนี้เขาอยู่ในป่า ดังนั้นแสงที่ส่องลงมาเมื่อถูกเงาไม้บังไปแล้วที่พื้นป่าจะมีแสงน้อยมาก แทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่เกินระยะ 3 เมตรเลย ถ้าไม่มีแสงจากกองไฟที่เขาก่อเอาไว้ ขณะที่ไคท์กำลังสะลึมสะลือจะหลับมิหลับแหล่อยู่นั้น

ช่ว....ย....ด้ว...ย ช่วย...ด้วยใ..ครก็.. ได้ช่วย เสียงเบาๆแว่วมาตามสายลมแต่ก็เข้าหูของไคท์พอดิบพอดี ไคท์จึงยันตัวขึ้น และมองไปรอบๆ แต่มันมืดมากเขาเลยดึงแท่งไม้ออกจากกองไฟมาเป็นคบเพลิง ส่องไปด้านที่เสียงแว่วมา แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร คงหูแว่วไปแหละไคท์คิด

ช่วยด้วย!! ช่วยด้วยได้โปรดเถอะมีใครได้ยินชั้นบ้างไหมใครก็ได้ เสียงดังขึ้นมาอีก

ไคท์สะดุ้งตัวขึ้นมากึ่งยืนกึ่งนั่งและคว้าคบเพลิงอันเมื่อกี้ส่องไปตามทางที่เสียงมาทันทีคราวนี้คราวนี้ไม่ใช่เสียงเบาๆที่ลอยมากับสายลม แต่มันเป็นเสียงที่ชัดขึ้นมาก ตอนแรกเขาคิดจะไปปลุกพ่อแต่พอเห็นสภาพที่พ่อนอนหลับสนิถแล้วเขาก็เปลี่ยนใจ เพราะที่หน้าเขายังมีรอยถีบจากเท้าของพ่อเมื่อเช้าอยู่เลย ถ้าไอ้ที่เขาได้ยินนี้เป็นแค่อาการหูแว่วเขาก็คงไม่พ้นโดนเขกหัวอีกแน่นอน(ข้อหาปลุกโดยไรสาระ) แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของวัยรุ่นอย่างเขาจึงเดินออกไปดู โดยพก มีดRunning Flame กับ คบไฟไปด้วย ยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ที่เขาได้ยินก็ยิ่งดังขึ้น จนกระทั่งเขาเดินไปถึงพื้นป่าที่มีต้นไม้แน่นขนัดและพ้นจากเขตที่เห็นแสงไฟจากแคมป์ที่พัก แต่แล้วอยู่ดีๆเสียงที่ร้องขอความช่วยเหลือก็เงียบไป อ่ะ ไหงอยู่ดีๆเงียบไป กลัวเป็นเหมือนกันนะเฟ้ย เขาคิดในใจ

ฮัลโหล ใครอยู่แถวนี้หรือเปล่า เขาตะโกนดังๆแต่ก็ไม่มีเสียงตอบมามีเพียงแค่เสียงลมพัดหวิวๆกับเสียงนกแถวๆนั้นบินหนี้ไป เขาเริ่มรู้สึกขนลุก พร้อมกับส่องคบไฟไปทั่วๆ และแล้วเขาก็รู้สึกตัวว่าตัวเองเดินออกมาไกลเกินไปจนหาทางกลับไม่เจอแล้วเฮ้ยไม่ตลกนะ นี่ยังจะหลงทางในป่าอีกด้วยเหรอ เขาสบถกับตัวเอง

ทันใดนั้นเขาก็ขนลุกซู่ทั้งตัวเพราะรู้สึกเหมือนมีอะไรมาสะกิดเขาที่ด้านหลัง

เหวออออ เสียงร้องดังขึ้นพร้อมกับก้นที่กระแทกกับพื้นทันทีเขาหันกลับไป สิ่งที่เขาเห็นมันทำให้เขาตกใจอย่างหนัก เขามองเห็นลูกไฟเล็กๆ ลอยไปลอยมาอยู่ตรงหน้า

ผะ ผะผผี เขาเตรียมตัวจะวิ่งแต่เขาเข่าอ่อนไม่สามารถลุกได้เขาได้แต่ไถตัวไปด้านหลังเท่านั้น

เดี๋ยวก่อนท่าน อย่าเพิ่งตกใจ ชั้นต้องการความช่วยเหลือจากท่านได้โปรดเถอะเสียงใสๆดังออกมาจากลูกไฟนั้น ขอโทษที่โผล่ออกมาปุบปั่บ แต่ชั้นไม่ใช่ผี ท่านโปรดดูดีๆ เสียงดังขึ้นแล้วลูกไฟลูกนั้นก็หรีไฟลงพอให้มองเข้าไปในลูกไฟนั้นได้ ชั้นชื่อ แพรี่ เป็น ภูต อยากขอความช่วยเหลือจากท่านอย่างเร็วที่สุด ภายในลูกไฟนั้น ไคท์ มองเห็น ผู้หญิงร่างเล็กมากๆขนาดว่าเล็กพอๆกับใบไม้ใบหนึ่ง เธอมีผมสีทองยาวจรดหลังผิวออกเหลือขาว ใส่ชุดผ้าบางกึ่งใส เผยให้เห็นรูปร่างที่ดีของเธอ พร้อมกับปีกเล็กใสๆ ด้านหลังของเธอทั้ง 4 ปีก

ผะผะ ภูต หะ เหรอมะไม่ทำอะไร ผะ ผมใช่ใหมครับ ไคท์ตะกุกตะกักเพราะยังกลัวอยู่

ได้โปรดเถิด เพื่อนของชั้นกำลังจะได้รับอันตราย ช่วยเธอด้วย แพรี่ขอร้องด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลอย่างมาก พร้อมกับบินถอยออกจากหน้าของไคท์เพราะเห็นว่าเขา เริ่มหายกลัวแล้ว

เพื่อน ... เพื่อนของคุณกำลังแย่เหรอ ผมจะช่วยเท่าที่ช่วยได้แล้วกันนะ ไคท์ตอบพร้อมกับยืนขึ้นด้วยขาที่ยังไม่หายสั่น แม้เขาจะหายกลัวแล้วแต่การที่จะสั่งให้ขาเขาหายสั่นในทันที่นั้นคงจะเป็นเรื่องยาก

ขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก เธออยู่ทางนี้ค่ะ แพรี่พูดเสร็จก็บินไปอย่างรวดเร็วไคท์ต้องรีบคว้าคบเพลิงแล้ววิ่งตามไป เธอบินไปเหมือนมองเห็นได้ในความมืด ตรงกันข้ามกับไคท์ ที่ใช้คบเพลิงส่องทางเขาสะดุดรากไม้ โดนกิ่งไม้เกี่ยว เหยียบหินลื่น แต่เขาก็ยังพอจะวิ่งต่อไปได้โดยไม่ล้ม จนกระทั่งเขาสะดุด สิ่งของอะไรบางอย่างล้มคว่ำไป

โอ๊ย ช่วยบินช้าๆ หน่อยได้ใหมครับผมวิ่งไม่ทัน ไคท์ตะโกนเรียก

ถึงแล้วค่ะ เพื่อนชั้นอยู่นี้ค่ะ ได้โปรดช่วยเธอด้วย เธอพูดพร้อมกับบินต่ำลงมา ไคท์ก็ส่องไฟตาม แล้วเขาก็รู้ว่าเมื่อกี้เขาสะดุดอะไร เขาเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น แต่เธอไม่ใช่ภูต นึกว่าเป็นภูตซะอีก เพื่อนของเธอเป็นคนนี่

ใช่ค่ะ เราถูกกลุ่มกองโจรไล่ล่าอยู่ เธอหนีจนหมดแรงและสลบไป แพรี่พูดไปท่าทางกระวนกระวายเพราะเธอบินวน รอบๆ ตัวของเพื่อนเธอตลอดเวลา

อ๊ะ!! แย่แล้วพวกนั้นตามมาทันแล้ว ท่านกรุณาดับคบเพลิงก่อนค่ะเดี๋ยวพวกนั้นจะเห็นเรา แพรี่พูดขึ้นพร้อมกับหรีแสงไฟของตัวเองลงให้แค่ ไคท์พอมองเห็น

พวกนั้นมากัน 1 .. 2 .. 3 สาม คนแนะ ท่านทำยังไงดีคะ แพรี่เพ่งมองไปทางขวาแล้วก็บอกกับไคท์ที่ดับคบเพลิงแล้ว

แพรี่ เธอรู้ได้ยังไง ไคท์ถามเพราะว่าเขาแทบมองอะไรไม่เห็นเลยหลังจากดับคบไฟแล้ว

ภูต อย่างชั้นสามารถมองเห็นในความมืดได้ค่ะ และสามารถพลางตัวไม่ให้ใครเห็นได้ค่ะ แพรี่ตอบแต่เธอก็ไม่ได้มองไปทางไคท์แม้แต่นิดเดียว เธอยังคงเพ่งมองในความมืดอยู่

3 คนงั้นเหรอ อืมๆๆ ไคท์ใช้ความคิดอย่างหนักเขาเป็นคนตัวเล็กอยู่แล้วถ้าจะให้อุ้มผู้หญิงคนนั้นที่รูปร่างพอๆกัน เรื่องกำลังแขนเขาคงพอไปใหวแต่ความมืดเนี่ยะคงทำให้เขาไปได้ไม่ไกลนัก หรือเด็กผู้ชาย อายุ 16 อย่างเขาถ้าจะให้มารับมือกับโจรฉกรรจ์ 3 คนคงยาก จากนั้นแพรี่ก็หันกลับมาถามไคท์อย่างร้อนใจ ท่านสามารถพาเพื่อนชั้นหนี้ได้ใหมคะ

หนี้ คงไม่ใหวหรอกผมมองไม่เห็นถ้าไม่จุดไฟนะเขาตอบสีหน้าของแพรี่ก็เศร้าหมองลงทันที

แต่ไม่เป็นไร ผมมีแผน ที่ดีกว่าหนีอีกนะ เมื่อกี้แพรี่ว่าแพรี่ มองเห็นได้ในความมืดใช่ใหม ไคท์ตอบออกมาพร้อมกับยิ้มให้แพรี่นิดนึง นี่เข้ามาใกล้ๆ เดี๋ยวผมจะอธิบายแผนให้ฟัง...

************************

เฮ้ย ยายนั่นมาทางนี้ จริงๆรึเปล่าวะ เสียงของชายรูปร่างอ้วนคนหนึ่งในกลุ่มโจรดังขึ้น

ข้าเห็นว่ามันเดินมาทางนี้จริงๆนะ ชายตัวสูงแต่ผอมเกือบเป็นก้างตอบมา ข้าว่า เราควร กลับกันได้แล้วนะยังไงก็มองไม่เห็นแล้ว ชายสูงผอมคนนั้นเสริมต่อ

แกกลัวผีล่ะซี่ ไม่ว่า จะรีบหนีกลับฮ่าๆๆ ชายอีกคนซึ่งเป็นคนผิวดำพูดขึ้น

ปะ เปล่า นะ ข้าไมได้กลัวผีซะหน่อย ชายร่างสูงพูดตะกุกตะกัก

เฮ้ย ไอ้บ้า ดึกดึ่นกลางคืนอย่างนี้อย่าพูดเรื่องผีๆ สางๆ สิวะเดี๋ยวมันออกมาจริงทำไง ชายอ้วนด่ากลับ

วูบบบบ เสียงลมผ่านด้านหลังของชายสูง ฮี่~ ฮี่~ ฮี่~

บรื๋อเสียงชายตัวสูงร้องขึ้น ชายอ้วนเลยถาม เฮ่ยเป็นไรไปอีกขะ ขะข้ารู้สึกว่า มะมัน มะมะ มีอะไรผ่านหลัง ไปว่ะ ชายสูงตอบอย่างหวาดๆ

เฮ่ยๆ ๆ ไม่เล่นนะเว้ยอย่ามาอำกันแถวนี้ ชายผิวดำพูดขึ้นมาบ้าง

ขะ ขะ ข้าพูดจริงๆนะ เอ็งช่วยดะ ดะ ดูข้างหลังข้าหน่อยสิ ขะ ขะข้าไม่กล้าหันชายสูงผอมบอก

มันจะมีอะไรวะ ชายผิวดำพูดแล้วก็หันไปดู

วูบบบบบบเสียงลมพัดผ่านข้างหูของชายผิวดำบ้างพร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นฮี่~ ฮี่~ ฮี่~ ออกไปซ้าาาาา

เฮ่ย ..... ขะขะ ข้ารู้สึกว่าคราวนี้ ข้ากะ กะ ก็โดนว่ะ มะมะ มันมีเสียงบอกให้ออกไปด้วยชายผิวดำพูดเสียงสั่น

ขะ ขะ ข้าบอก พะ พวกเอ็งแล้วไงชายร่างสูงพูดขึ้นอีก

อะไรของพวกเอ็งนักหนาวะ แค่ประสาทหลอนไปเอง ไหนถ้าผีเผออะไรนั่นมีจริงก็ออกมาให้ดูหน่อย เดี๊ยะ พ่อสับให้ไปผุดไปเกิดเลย ยังไม่ทันสิ้นเสียงของชายอ้วน

พรึบ ดวงไฟ หนึ่งดวงปรากฏขึ้นตรงหน้าของชายทั้ง 3 อออกกก ไป ซ้าาาา เสียงทุ้มๆต่ำๆของผู้ชายเสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับการปรากฎของดวงไฟ

ออกไปเดี๋ยวนี้ นี่คือการเตือนครั้งง สุดดท้ายยเสียงผู้หญิงเล็กๆแหลมๆที่ฟังดูเย็นยะเยือก ดังขึ้นด้านหลังของโจรทั้ง 3 คนพร้อมกับลูกไฟลุกพรึบขึ้นอีกดวงที่ข้างหลังของ 3 คนนั้น

เหยออออออ อ้ากกกกกก ทั้ง 3 คนร้องลั่นพร้อมกับขาสั่นพับๆ

และแล้ว ลูกไปก็เริ่มลุกพรึบรอบๆตัวของ ทั้ง 3 คนนั้นจนล้อมพวกเขาไว้หมด จงออกไปเดี๋ยวนี้ จงออกไปเดี๋ยวนี้ จงออกไปเดี๋ยวนี้!!! เสียงของชายและหญิงดังขึ้นพร้อมกันและดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับลูกไฟทุกลูกเริ่มสั่นไหวเป็นวง

ว้ากกกกก ตัวใครตัวมันเว้ยยยยย ชายอ้วนร้องขึ้นมาแล้ววิ่งไปคนแรกอย่างเร็วมาก แล้วอีก 2 คนก็วิ่งตามไปอย่างไม่คิดชีวิต

ฮ่าๆๆๆสำเร็จแล้วแพรี่ๆ สำเร็จแล้ว ไคท์เดินออกมาจากความมืดเรียกให้แพรี่ออกมา

เราทำสำเร็จแล้วค่ะ ท่านขอบคุณท่านมาก แพรี่บินออกมาหลังดวงไฟอันหนึ่งพร้อมกับกิ่งไม้ที่ปลายติดไฟอยู่

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเพียงแค่เด็กผู้ชายหนึ่งคนกับภูตตัวเล็กหนึ่งตน จะไล่พวกโจรถึง 3 คนไปได้โดยใช้แค่ เศษใบไม้มามัดรวมไว้แล้วห้อยกับต้นไม้ แล้วจุดไฟให้เป็นลูกไฟ ดูเหมือนวิญญาณ พร้อมกับการส่งเสียงขู่กดดันไปเรื่อยๆ ก็ทำให้พวกโจรล่าถอยไปได้แล้ว แพรี่กระดี้กระด้าบินวนไปวนมาอยู่หน้าไคท์จนเขาเริ่มเวียนหัว

แต่แพรี่ ก็เก่งนะ บินไปบินมาข้างหูพวกนั้นแล้วยังกระซิบขู่อีก แถมเสียงตอนพูดว่า จงออกไปเดี๋ยวนี้ ผมเองรู้ว่าเป็นเสียงแพรี่ยังขนลุกเลย ฮ่าๆๆไคท์พูดไปหัวเราะไป

อ้อ แล้วอีกอย่างนะ ไม่ต้องเรียกผมว่าท่านก็ได้ ผมชื่อไคท์นะครับ เขาพูดและยิ้มให้แพรี่อีกรอบ

ค่ะ ท่านไคท์แพรี่ตอบแต่ก็ยังมีคำว่าท่านอยู่ดี

เอ่อ .. ว่าแต่ แพรี่คับ คุณมองเห็นในความมืดได้ใช่ใหม เอ่อ... ช่วยหาทางกลับแคมป์ให้ผมทีสิ ไคท์ พูดพลางยิ้มแหะๆ ให้ กับแพรี่

***************************

2006/Sep/12

< The Kingdom Earth >

Episode 1 The Blue Eyes

Chapter 1 Orphious Kingdom

No.1 KEEPERs BLACKSMITH

บนท้องฟ้าสีคราม ดวงอาทิตย์สดใส ฉายแสงเป็นเงาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ เมืองที่แสนสงบสุข แม่น้ำ*-เต็มไปด้วยปลามากมาย ทุ่งหญ้ามีสัตว์ต่างๆนานาชนิด รวมทั้งเด็กที่บางคนก็วิ่งเล่น บางคนก็นอนกลางวันอย่างสบายใจ ผู้ใหญ่ก็ทำงานตามอาชีพที่สืบต่อกันมาตั้งแต่ สมัยปู่ย่า ตายาย ของตนเอง

*KeepeRs BlacksmitH*

* รับสั่ง ตี ซ่อม อุปกรณ์ทุกชนิด *

* เลขที่ 17/4 เนสเทลวิลล์ *

ตัวหนังสือซึ่งถูกตีและหลอมจากเหล็กอย่างประณีต ติดอยู่บนบ้ายหน้ากระท่อมเล็กๆหลังหนึ่ง

คีพ! ... คีพ! ... อยู่ไหม? เสียงของชายแก่กำลังตะโกนอยู่หน้าร้าน

...พ่อไม่อยู่หรอกครับ... มีเสียงตอบกลับมา พร้อมกับเงาของเด็กชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากหลังร้าน เป็นเด็กชายที่มีรูปร่างเล็ก อายุประมาณ 15-16 มีผมสีน้ำตาล ดูเหมือนเด็กทั่วๆไป เพียงแต่ว่าดวงตาของเขานั้น มีสีครามเหมือนท้องฟ้า ซึ่งดูแล้วสวยราวกับ อัญมณีล้ำค่า เลยทีเดียว

พ่อเขาไป ตีเกือกม้าให้ม้าที่ฟาร์ม วันนี้ผมเฝ้าร้านแทนพ่อ ... มีอะไรให้ช่วยครับ เด็กชายเอ่ยถาม

อ้าว...ไคท์นี่เองนึกว่าใคร เอ้านี่ ชายคนนั้นพูดพร้อมกับยื่นจอบให้ไคท์ ตัวใบจอบนั้นมีทั้งรอยบิ่นทั้งรอยหักเต็มไปหมด ฝากไอ้นี่ไว้ให้ คีพ พ่อเธอซ่อมหน่อยสิ

บิ่นแค่นี้เอง เดี๋ยวผมซ่อมให้ก็ได้ ไม่มีปัญหาลุงนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ แป๊บเดียวก็ได้แล้วครับ ไคท์รับจอบมาแล้วก็หายไปหลังร้าน เขาได้เห็นพ่อของเขาตีเหล็กมาตั้งแต่เด็กๆ และยังมาช่วยพ่อของเขาทำงานบ่อยๆ ทำให้ไคท์มีทักษะในการตีเหล็กดีมากไม่ว่าจะเทียบกับเด็กวัยเดียวกันหรือว่าเทียบกับผู้ใหญ่

แก๊งๆ กึงๆ ฉ่าๆ ... เสียงดังอยู่อย่างนี้หลายต่อหลายเที่ยว จากนั้นเด็กชายก็เดินออกมาจากหลังร้านพร้อมกับจอบอันเดิมที่ถูกซ่อมจนดูเหมือนใหม่

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ทำได้ไม่เลวนี่หว่า ไคท์ เสียงห้าวๆ ดังมาจากข้างหลัง ลุงเจ้าของจอบ ปรากฎว่าต้นเสียงนั้นเป็นชายร่างกายกำยำ แขนมีกล้ามเป็นมัดๆบ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาล เขาใส่เสื้อกล้ามกับกางเกงขายาว พร้อมกับมีค้อน ทั่งเหล็ก มีด และอุปกรณ์อีกหลายอย่าง อยู่ในมือ

อ้าว พ่อ...ไปซะนานเชียว ผมเพิ่งซ่อมจอบให้ลุงคนนี้เสร็จพอดี ไคท์ ทักทายผู้เป็นพ่อ

เป็นไง ตีได้ดีใช่ใหมล่ะ ไคท์พูดด้วยหน้าตายิ้มแย้มอย่างภูมิใจพร้อมกับส่งจอบให้ ลูกค้าแล้วก็รับเงินค่าซ่อมมา

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช้ได้ คีพ มองหน้าลูกชายตัวเองแล้วก็ยิ้มให้กับเขาแล้วก็นั่งลง จากนั้นก็บอกกับ ลูกชายว่า ไคท์แกไปเตรียมตัวเก็บข้าวของได้แล้วเราจะออกเดินทางไปเมืองอื่นกัน มีงานชิ้นใหญ่เข้ามา

อ้าวไปใหนล่ะ พ่อ ไคท์ถามด้วยความสงสัย

เมือง หลวง แถมอาจจะต้องอยู่เป็นเดือนด้วย

เมืองหลวง!! จริงเหรอพ่อ!!! ยะฮู้ววว~~~~~~ ในที่สุดก็ได้ไปเมืองหลวงแล้ว วู้~~

จากนั้นไคท์ก็วิ่งไปยังห้องของเขาที่อยู่ในบ้านข้างๆร้านนี้ แล้วพยายามยัดทุกอย่างที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้ลงไปในกระเป๋า สุดท้ายเขาก็หยิบสร้อย อัญมณีสีครามที่เหมือนกับสีดวงตาของเขา สร้อยเส้นนี้เป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวของแม่ไคท์ ซึ่งเสียไปตอนเขายังเด็ก ทำให้เขายังแทบจำหน้าแม่ไม่ได้เลย สร้อยเส้นนี้จึงเป็นสิ่งของเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เขาระลึกถึงแม่ได้ ไคท์จะเอาสร้อยเส้นนี้ออกมาเฉพาะตอนเขารู้สึกอยากจะเจอแม่เท่านั้น ซึ่งมันก็แปลกที่อัญมณีชิ้นนี้ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจเหมือนได้อยู่กับแม่จริงๆ

ตกดึกคืนนั้น ไคท์แทบนอนไม่หลับเพราะเขาใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปในเมืองหลวงตั้งนานแล้ว เด็กคนอื่นในเมืองนี้ก็เหมือนกัน เพราะเมืองหลวงเป็นเหมือนแหล่งรวม สินค้า วิทยาการ ผู้คน และอย่างอื่นอีกมากมาย และที่สำคัญที่สุด เมืองหลวงเป็นที่เดียวที่สามารถสมัครเข้าเป็น หนึ่งใน Orphious Guild ( สมาคมที่ทำหน้าที่คล้ายอัศวินคอยพิทักษ์ประเทศ OrphiousKingdom ) ซึ่งเป็นเป็นที่ใฝ่ฝันของเด็กทุกๆคนแต่มีคนเพียง1 ใน 100 เท่านั้นที่ผ่านการทดสอบได้เข้าเป็นสมาชิก ของ Guild

เช้าวันต่อมา ไคท์ตื่นตั้งแต่ พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น(จริงๆน่าจะเรียกว่าแทบไม่ได้นอนเลยมากกว่า)

พ่อ พ่อ พ่อ ตื่นได้แล้วๆ ไคท์ตะโกนปลุกพ่อเสียจนลั่นบ้าน

อืมๆ งึมๆยัง..ไม่เช้า...เลย อื..ม ผู้เป็นพ่อซึ่งยังนอนไม่เต็มอิ่มงัวเงียๆขึ้นมาแล้วก็ลงไปนอนต่อ

พ่อๆ ตื่นเร็วออกเดินทางกันได้แล้ว เร็วพ่อๆ ไคท์ไม่ยอมเลิกราคราวนี้เขาเขย่าขาคีพแรงๆด้วย

รำคาญ โว้ย!!! เสียงคีพ ดังขึ้นพร้อมกันกับเท้าที่ถีบเข้าที่หน้าของไคท์ เต็มๆ

*****************

ฮ่าๆๆ โทษทีไอ้ ไคท์ ก็แกอยากมาตะโกนโวยวายๆ ตั้งแต่ยังไม่ไก่โห่ นี่หว่า คีพพูดขณะเดินพลางแคะจมูกไปพลางอย่างไม่แยแสหน้าของไคท์ที่บวมเป็นรอยขึ้นมาจากฤทธิ์ฝ่าเท้าพ่อ

....... ไคท์ไม่ตอบอะไรได้แต่กัดฟันแล้วพยายามนึกถึงเรื่องที่จะได้ไปเมืองหลวงแทนเผื่อความเจ็บใจและเจ็บตัวจะได้ลดลงบ้าง

การเดินทางของทั้งสองคนเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนักเนื่องจาก เมื่อง เนสเทลวิลล์ ที่ไคท์อยู่นี้เป็นเมืองซึ่งอยู่รอบนอกของอณาจักร Orphious kingdom(เรียกอีกอย่างว่า บ้านนอกก็คงจะไม่ผิด) ก็เลยไม่มีถนนลาดยางตัดตรงตัดตรงถึงเมืองหลวง และก็ไม่มีรถม้ารับจ้างด้วย พวกสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายนั้นจะอยู่ถัดจากเมืองหัวเมืองชั้นในของ Orphious kingdom เข้าไปแล้ว

เมื่อทั้งคู่เดินมาถึงชายป่าซึ่งเป็นทางผ่านไปยังเมืองหลวงนั้น คีพ ก็วางกระเป๋าลงพร้อมกับล้วงหาบางอย่างในกระเป๋านั้น

เอ้านี่ คีพพูดพลางโยนมีดเล่มเล็กๆ ให้ไคท์ มันเป็นมีดรูปร่างดู เก่าและธรรมดา ดีไซน์อยู่ในระดับที่แย่ถึงแย่ที่สุด แต่ที่ปลอกมีดนั้นมีอัญมณีสีแดงใส ฝังอยู่ตรงกลางปลอก

จำไว้นะ ไคท์ นั่นคืออาวุธเวทย์มนต์ แกอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะมันเป็นของหายาก

อ้าวหายากแล้วพ่อเอามาจากไหนล่ะ ไคท์ถาม

เฮ้ย นี่พ่อเป็นช่างตีเหล็ก ก็ต้องตีขึ้นเองสิ จะไปซื้อเขาทำไมให้เสียสตางค์

ไคท์ทำตาโตแล้วก็กำลังจะอ้าปากถามถึงวิธีการตี แต่ก็โดนพ่อพูดแทรกขึ้นมาก่อน

ยังไม่ต้องถามนะว่าตียังไง เดี๋ยวหาวัตถุดิบในการตีมาก่อนแล้วจะสอนให้ ยังไม่ต้องรีบ

แต่ ตอนนี้มาดูวิธีใช้มันก่อน ไหนแกลองเอาออกจากฝักมาดูสิ คีพพูดจบแล้วให้ไคท์ก็ลองถอดมีดออกจากฝักดู ซึ่ง ไคท์พิจารณาดูแล้วยังไงๆก็เป็นมีดธรรมดาๆ แถมมันยังดูเหมือนแท่งเหล็กมากกว่ามีดนะ เพราะมันจะแทบไม่มีความคมเลย

ไอ้มีดโคดทื่อเนี่ยะ มันเป็นอาวุธเวทย์ตรงไหน หว่า ไคท์ งงอยู่ในใจ

เอ้า เป็นไง ไม่มีอะไรใช่ไหม ทีนี้ลองใส่กลับเข้าไปในฝัก คีพพูดต่อ

เห็นก้อนแร่ที่อยู่บนปลอกไหม เอ้าลองกดมันค้างไว้แล้วดึงมีดออกมาดู ไคท์ทำตามที่คีพสั่งทันที คราวนี้เมื่อไคท์กดลงไป อัญมณีสีแดงก้อนนั้นก็เรืองแสงระเรื่อขึ้น และเมื่อเขาชักมีดออกมามีดก็เปล่งแสงสีแดงออกมาทันที บนมีดนั้นมีเปลวเพลิงสีแดงกำลังลุกไหม้อยู่

ปลอกมีดอันนี้น่ะ เรียกว่า ปลอกมีดRuning Flame เป็นอาวุธเวทย์มนต์ระดับล่างๆ ใช้กับมีดเล่มไหนก็ได้มีดยิ่งดีไฟยิ่งแรง ซึ่งหินเวทย์ก้อนที่ประดับอยู่บนปลอกน่ะบรรจุเวทย์ ไฟไว้ มันทำหน้าที่ปล่อยออร่าไฟมาห่อหุ้มมีดและกลายเป็นคมมีดให้ทำให้ความคมของมีดเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า และ ...

ขณะที่คีพกำลังอธิบายอย่างเมามันส์ ไคท์ก็เกิดนึกสนุกอยากลองของใหม่ เขาจึงลองเอามีดไปฟันกิ่งไม้แถวๆนั้นดูกิ่งไม้ก็ถูกสับออกอย่างง่ายดาย ไม่เพียงแค่นั้นที่รอยตัดตรงไม้ ก็มีไฟลุกพรึบขึ้นมาจนทำให้ปลายไม้ใหม้เป็นถ่านสีแดงๆและไฟก็ค่อยๆลามไปที่ส่วนอื่นๆของกิ่ง แต่ว่ากลับกันไฟที่มีดของเขาดับลงในทันที

เฮ้ย!!! อย่าเอาไปฟันกิ่งไม้เล่นสิฟะ นั่นมันหินใส่เวทย์ไฟนะเฟ้ย เดี๋ยวไฟก็ไหม้ป่าหรอก คีพตะโกนพลางกระโดดมาเหยียบปลายไม้นั้นให้ไฟดับสนิถแล้วก็หันไปเขกหัวเจ้าตัวยุ่งซะหนึ่งที

เอ้า...เก็บไว้ใช้ให้ดีๆนะอย่าทำเรื่องยุ่งอีกล่ะ คีพบ่นออกมาพร้อมกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

ไอ้เนี่ยะ ... ที่พ่อให้แกไว้ ไม่ใช่อะไรหรอก เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล เผื่อมีอะไรฉุกเฉินพ่อดูแลแกไม่ทันแกจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ คีพพูดพร้อมกับตบที่ใหล่ ไคท์เบาๆแล้วก็หันหลังกลับไปหยิบเป้เตรียมตัวเดินทางต่อ

นี่ ... พ่อ ไคท์เรียกพ่อเบาๆ

อะไรอีกล่ะ คีพถามต่อโดยไม่หันกลับมา

ขอบคุณนะ

...... เออ

แม้ไคท์ไม่ได้เห็นหน้าพ่อตอนนั้นแต่เขาก็มั่นใจว่าตอนนั้นพ่อคงกำลังยิ้มอยู่อย่างแน่นอน

*********************

เวลาผ่านไปหลายต่อหลายชั่วโมง การเดินทางของสองพ่อลูกก็ดำเนินต่อไป เรื่อยๆโดยไม่เร่งรีบอะไร

นี่พ่อ เมื่อใหร่จะถึงซะทีเนี่ยะ ไคท์ โผลงถามพ่อขึ้นมาขณะที่ กำลังเดินผ่านทางเดินที่เป็นดินลูกรังและด้านข้างประกอบไปด้วย ทุ่งหญ้าบ้างต้นไม้บ้าง แต่ไม่หนาแน่นนัก เหมือนกับที่มันเป็นมาตั้งหลายต่อหลายกิโลแล้ว ดังนั้นไคท์ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่จึงได้รู้สึกเบือหน่ายอย่างไม่ต้องสงสัย

เฮ้ย นี่แกถามแบบนี้มาเป็นรอบที่ 5 ของชั่วโมงนี้แล้วนะ โน่น แกเห็นชายป่าลิบๆโน่นมะ นั่นเพิ่งถึงชายป่า Northwood Forest เอง ต้องผ่านป่านั้นไปแล้วเราก็จะถึง หัวเมืองชั้นในของ Orphious kingdom เมือง Dirodin City (ไดโรดิน ซิตี้) จากนั้นจะมีทางสายหลักตัดตรงเข้าไปเมืองหลวงก็เดินทางสบายแล้ว คีพพูดพลางชี้ไปยังชายป่าด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นป่าที่ขวางทางดินที่เขากำลังเดินไปอยู่

จากนั้นไม่นานนัก ทั้งคู่ก็เดินมาจนสุดถนนดินลูกรังแล้วก็พบกับ ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี อุดมสมบูรณ์ ซี่งเป็นทุ่งหญ้าของชายป่า Northwood Forest ด้านข้างของปลายถนนมีป้ายไม้เก่าๆปักอยู่ว่า

สุดเขตเมือง เนสเทลวิลล์ / เข้าสู่เขตป่า Northwood Forest

ขอให้นักเดินทางทุกท่านระมัดระวัง

ไคท์เราจะเข้าเขตป่ากันแล้วนะ ระวังตัวด้วย แล้วก็อย่าเดินเหม่อเหมือนเมื่อกี้อีกล่ะในป่าจะมีอะไรรออยู่บ้างไม่มีใครรู้หรอก คีพ เตือนไคท์เสร็จก็เดินตัดเข้าไปในทุ่งหญ้าทันที ไคท์ก็รีบเดินตามไปทันทีแต่เขาก็มีท่าทางที่ระวังตัวมากขึ้นต่างกับตอนที่เดินอยู่บนถนน และแล้วเงาของสองพ่อลูกก็หายเข้าไปใน ป่านั้น

**********************